โสม ยาทิพย์ชะลอความชรา :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in สรรพคุณรักษาโรคของโสม

ยาที่เชื่อว่าช่วยชะลอความชรา เรามักจะเรียกว่า เป็น “ยาป้องกันความชรา” หรือไม่ก็ “ยาย้อนความ หนุ่มสาว” เพื่อยาเน้นสรรพคุณของมัน แต่การที่ตั้งชื่อเช่นนี้ มักจะทำให้เราเข้าใจผิด คิดว่ายานั้นช่วยหยุดและกระชากความอ่อนวัยให้กลับคืนมาได้ แต่กระบวนการแก่ชราของมนุษย์ตามธรรมชาติจะเป็นไปตามปกติ ไม่มีการหยุด และไม่อาจย้อนกลับได้ เริ่มต้นจากวัยแรกเกิดวัยเจริญพันธุ์ วัยผู้ใหญ่ วัยถดถอย จนกระทั่งความตายช่วงอายุขัยของสิ่งมีชีวิต ก็จะต่างกันไป

ดังนั้น เราจะต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่าง ความชราตามธรรมชาติ และความชราที่ผิดธรรมชาติ

ความชราที่ผิดธรรมชาติ หมายถึง ความชราที่เกิดก่อนช่วงอายุที่สมควร ซึ่งความชราแบบนี้ เราสามารถใช้โสมช่วยควบคุมและปรับให้สู่สภาพปกติที่สมควรตามวัยได้ สาเหตุของความชราก่อนวัย อาจเป็นได้ทั้งเพราะสภาพแวดล้อมที่อยู่ อาชีพ หรือวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อความสั้นยาวในอายุขัยของเรา

 โสมกระตุ้นการแบ่งเซลล์และยืดอายุของอวัยวะ

สาเหตุหลักของความชรา เป็นเพราะความสามารถในการผลิตและซ่อมแซมเซลล์ขึ้นใหม่ของร่างกายถดถอยลง เซลล์ในร่างกายของเราแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท

ประเภทแรก – เป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเพิ่มในเรื่องของจำนวนเซลล์ เช่น เซลล์ตับ ไต

อีกประเภท – ภายหลังคลอดและอยู่ในวัยทารก ก็จะสิ้นสุดการแบ่งตัวของเซลล์ และจะเพิ่มในเรื่องของขนาดเซลล์เท่านั้น เช่น เซลล์สมอง

เมื่อสภาพของเซลล์เสื่อมลง การแบ่งตัวของเซลล์ตับก็จะลดลงด้วย ทำให้ไม่สามารถไปชดเชยส่งเซลล์ให้กับอวัยวะต่าง ๆ ทำให้สภาพโดยรวมของร่างกายถดถอยลงตามกัน และเมื่อเซลล์ลดจำนวนลง ตับและไตที่เป็นต่อมสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็จะค่อยๆเสื่อมลง

เมื่อเราสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนและการชราจะพบว่า เมื่อการผลิตของออร์โมนลดลงก็จะส่งผลต่อการชราของร่างกายด้วย นอกจากนี้ ความจริงที่เราเห็นอีกข้อคือ เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคได้ลดลงเช่นกัน จนแล้วจนเล่า ความสามารถในการแบ่งเซลล์ที่ลดลง ก็คือสาเหตุหลักที่ทำให้ฮอร์โมนและภูมิต้านทานโรคของร่างกายลดลงนั้นเอง โสมมีสรรพคุณครบทั้ง ๒ อย่างข้างต้น ช่วยกระตุ้น ทั้งการแบ่งตัวของเซลล์ และเพิ่มภูมิต้านทานโรคของ ร่างกายในแง่ของกระตุ้นการแบ่งเซลล์ เราเคยรู้มาแล้วว่า โสมช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะโสมจะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของไขสันหลังเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดแดง สำหรับผู้ป่วยโรคขาดอสุจิ โสมก็จะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ในอัณฑะเพิ่มจำนวนของอสุจิ ในแง่ของภูมิต้านทานโรค โสมจะช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆและรักษาโรคมะเร็ง โดยไปปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น เราจึงอาจพูดว่า โสม เป็นยาทิพย์ที่ช่วยชะลอความชราที่สำคัญ แม้ว่าโสมจะไม่สามารถถึงขั้นทำให้คนที่มีอายุ ๖๐ ปี กลับไปแข็งแรงอย่างคนหนุ่มที่มีอายุ ๓๐ ปีได้ แต่ก็จะทำให้มีสภาพร่างกายที่สมกับวัย และช่วยเพิ่มความสามารถในการแบ่งเซลล์ของเราได้

สำหรับเซลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัว เช่น เซลล์สมอง และเซลล์ประสาท เซลล์ประเภทนี้จะเสื่อมลงเพราะ หยุดการเจริญเติบโต โดยการเจริญเติบโตของเซลล์ประเภทนี้จะอาศัยการทำงานของ “ปัจจัยการเจริญ เติบโตของเส้นประสาท” ซึ่งสารซาโปนินในโสมจะมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเส้นประสาทได้ โสมจึงเป็นยาที่ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งได้อย่างดี

 โสมป้องกันเส้นเลือดแข็งตัวที่เกิดกับคนชรา

เมื่ออายุมากขึ้น นอกจากเซลล์จะเสื่อมลงแล้ว การรวมตัวกันระหว่างเซลล์และการเปลี่ยนแปลงของ เซลล์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดในโรคเส้นเลือดแข็งตัว ก็อาจจะเกิดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ได้ง่ายขึ้น

อาการนี้เกิดจากการขัดข้องที่เกิดในกระบวนการขนส่งสารอาหารไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุมาจากสารสีน้ำตาลชนิดหนึ่งในไขมันที่รวมตัวกับออกซิเจนเกินขนาดไปตกตะกอนสะสมที่ผนังเส้นเลือด จนทำให้เส้นเลือดแข็งตัว

กรดไขมันที่อยู่ในอาหารทั่วไป จะรวมตัวกับออกซิเจน โดยอาศัยเอนไซม์อย่างมีกฎเกณฑ์ กลายเป็นสารอะซิติลโคเอนไซม์-เอ (acetyl COA) ที่เป็นแหล่งพลังงานของเรา แต่เมื่อกรดไขมันรวมตัวกับออกซิเจนโดยไม่จำกัด ก็จะกลายเป็นกรดไขมันเสื่อมที่ไม่สามารถแปรรูปเป็นพลังงานได้ ซึ่งจะไหลไปสะสมตามผนังเส้นเลือด และยังไปรบกวนการสร้างสารป้องกันเลือดคั่งของต่อมลูกหมาก ทำให้เลือดคั่งไปอุดตันเส้นเลือดง่าย

เพื่อป้องกันการเกิดของไขมันออกซิไดซ์ชนิดนี้จึงควรระวังในการรับประทานอาหารประเภทของตากแห้ง โดยเฉพาะของตากแห้งที่เก็บไว้เป็นเวลานาน

โสมจะช่วยการป้องกันการเกิดของไขมันชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันให้เป็นไปอย่างราบรื่น

 อารมณ์ซึมเศร้าในคนชรา

คนสูงอายุ เนื่องจากร่างกายค่อย ๆเสื่อมถอยเรื่อย ๆ ก็มักจะมีอารมณ์ซึมเศร้ากับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ดังนั้น คนสูงอายุ นอกจากจะต้องดูแลในเรื่องของอาหารการกินให้ถูกหลักแล้ว ยังต้องรักษาจิตใจที่สงบ โสมจะช่วยให้จิตใจที่ซึมเศร้าหายไปได้ เพราะโสมจะไปช่วยให้ร่างกายแข็งแรงตามเดิม ดังนั้น เมื่อร่างกายมีสุขสมบูรณ์แล้ว จิตใจก็ย่อมกลับไปมีสุขภาพดังเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่มีสุขทั้งกายและใจย่อมจะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าคนทั่วไป

โสม และตับของคนดื่มสุรา :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in สรรพคุณรักษาโรคของโสม

เครื่องดื่มอัลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเบียร์หรือเหล้า ล้วนเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ปริมาณการดื่มของมันมีมหาศาลในแต่ละวัน และผู้หญิงที่ชอบดื่มอัลกอฮอล์ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าตัวเลขสถิติของผู้ป่วยพิษสุราจะมีมากจนน่าสะพรึงกลัวเพียงไร แต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้สึกตื่นตระหนกกับตัวเลขเหล่านี้ และยังสนุกกับการดื่มอัลกอฮอล์ไม่เปลี่ยนแปลง

เหตุใดคนจึงไม่ใส่ใจกับพิษของสุรา? แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพราะว่าตับของเรามีความอดทนสูงเกินไปก็เป็นได้ กว่าที่ตับจะทนต่อพิษของสุราไม่ไหว ร่างกายก็สะสมพิษไว้เป็นจำนวนมากแล้ว

ตับถือว่าเป็นโรงงานเคมีที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดูดซึมและเก็บกักสารอาหารของเรา

เมื่อเราดื่มอัลกอฮอล์เข้าไป ส่วนใหญ่กระเพาะอาหารจะดูดซึมไปเป็นพลังงาน ส่วนที่เหลือที่เป็นพิษจะถูกส่งไปกำจัดที่ตับ เมื่ออัลกอฮอล์เข้าสู่ตับ จะถูกเอนไซม์ของตับสลายให้กลายเป็นน้ำ แต่หากอัลกอฮอล์มีมากเกินไปก็จะสลายไม่หมด แต่กลับกลายเป็นไขมันแทน ไขมันเหล่านี้สะสมมาก ๆก็จะกลายเป็นโรคตับแข็ง คนที่ไม่ดื่มอัลกอออล์จะไม่ค่อยมีไขมันสะสมในตับ เพราะตับไม่มีหน้าที่ในการเก็บกักไขมัน เมื่อไม่ดื่มอัลกอฮอล์ การแปรรูปดังกล่าวก็จะไม่เกิด จึงไม่มีทางที่จะเป็นโรคตับแข็งได้

โสมช่วยสร้างร่างกายที่ไม่เหนื่อยล้า :: โสมช่วยซ่อมแซมร่างกาย

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in โสมช่วยซ่อมแซมร่างกาย

 โสมมีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย

โสมถูกเชื่อว่าเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มกำลังวังชาแก่ร่างกาย ในทางการแพทย์ปัจจุบันได้จัดให้โสมมี สรรพคุณใน ๒ ประเภท คือ

(1)     ประเภทแรก ช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยล้า

ในโสมมีสารซาโปนิน ที่ได้พิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายร่างกายและทำให้มีสมาธิในการทำกิจกรรม สารนี้นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งช่วยในกระบวนการแปรรูปสารและออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนบางชนิด

(2)ประเภทที่ ๒ กระบวนการเปลี่ยนรูปสารในร่างกาย (กระบวนการที่แปรสารอาหารต่าง ๆ ไปเป็นสารรูปอื่นที่ร่างกายต้องการ) เช่น กระบวนการรวมตัวของโปรตีน กรดนิวคลีอิก (Nucleic acid) และไขมัน

ร่างกายประกอบจากโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ และเซลล์เป็นพันพันล้าน ซึ่งเยื่อหุ้มเซลล์ ก็เกิดจากการรวมตัวของโปรตีนและไขมัน

เซลล์ในร่างกายมีอายุประมาณ ๑๐ วัน เม็ดเลือดมีอายุสั้นกว่านี้ ดังนั้น ไขกระดูกจึงมีการสร้างเซลล์ใหม่ เป็นจำนวนมหาศาลในทุกวันมาทดแทนอวัยวะเหล่านี้ จึงมีการแบ่งตัวของเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น การผลิตองค์ประกอบของเซลล์ขึ้นมา เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก ไขมัน เป็นเรื่องที่สำคัญมากของร่างกาย

 โสมป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว

สำหรับอวัยวะที่การแบ่งตัวของเซลล์ไม่รุนแรง เช่น ตับ โสมก็จะช่วยในการสร้างของสารโปรตีน สารอาร์เอ็นเอในเซลล์ และสารไขมันได้

สารไขมันต่างๆที่เก็บกักไว้ในร่างกาย เมื่อทำปฏิกิริยากับฮอร์โมน จะสลายเป็นกรดไขมันและละลายสู่เลือด ดังนั้น เมื่อกรดไขมันเกาะสะสมในเส้นเลือดมากๆ ผนังเส้นเลือดก็จะเปราะได้ง่าย โสมจะช่วยให้สารไขมันไปเก็บสะสมในเซลล์ชั้นไขมัน แทนที่จะละลายอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมากๆและยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย

โสมยังมีผลต่อการทำงานของต่อมฮอร์โมนต่างๆ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ต่อมไพเนียล ต่อมไธรอยด์ เชื่อว่า โสมจะไปช่วยกระตุ้นและปรับให้ต่อมต่าง ๆกลับสู่สภาพปกติ ออร์โมนเหล่านี้มีความสำคัญต่อการกำจัดความเครียด สารซาโปนินในโสมจะช่วยปรับปรุงอวัยวะข้างต้นให้ดีขึ้น

โสม และโรคความดันโลหิตต่ำ :: โสมป้องกันโรค

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in โสมป้องกันโรค ?

ความตันโลหิตต่ำ เกิดจากการผิดปกติของเส้นประสาทผ่อนคลายความรู้สึกในระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งปกติประสาทผ่อนคลายจะช่วยควบคุมจังหวะการคลายตัวของเส้นเลือด ซึ่งทำงานคู่กับเส้นประสาท กระตุ้นความรู้สึกที่ดูแลในจังหวะการหดตัวของเส้นเลือด เช่น ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกาย ร่างกายต้องการออกซิเจนจำนวนมาก เพื่อส่งให้กับกล้ามเนื้อประสาท กระตุ้นจะทำงานในเวลานี้ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น การเต้นของชีพจรและการหายใจจะมีจังหวะที่ถี่ขึ้น พอหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว ร่างกายไม่ต้องการออกซิเจนมากเหมือนในขณะออกกำลังกายประสาทผ่อนคลาย จะทำให้ความดันเลือดต่ำลง การเต้นของชีพจรและหายใจช้าลงกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งสองระบบทำงานในลักษณะที่สมดุลตลอด ฝ่ายหนึ่งช่วยกระตุ้น อีกฝ่ายช่วยจะผ่อนคลาย แต่เมื่อระบบประสาทนี้เกิดแปรปรวน ร่างกายก็จะแสดงอาการที่ผิดปกติออกมา ซึ่งมี ๒ ลักษณะคือ ลักษณะแรก ประสาทกระตุ้นทำงานเกินควร และอีกลักษณะคือ ประสาทผ่อนคลายทำงานเกินควร หากเปรียบเทียบประสาทกระตุ้นก็เสมือนเครื่องเร่งความเร็วของรถยนต์ ส่วนประสาทผ่อนคลาย ก็เสมือนเป็นเบรกหยุดรถของรถยนต์ คอยควบคุมคนที่ค่อนข้างระแวงไม่กระตือรือร้น และทำงานไม่เด็ดขาด ซึ่งมักพบว่าเป็นโรคซึมเศร้า และเป็นโรคกระเพาะหย่อนคล้อยในเวลาเดียวกัน

คนที่มีความดันเลือดต่ำ มักพบว่ามีอาการชีพจรเต้นช้า อุณหภูมิของร่างกายค่อนข้างต่ำ ปวดศีรษะ ไร้เรี่ยวแรง อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ และขาดสมาธิได้ง่าย นอกจากนี้ยังรู้สึกถูกกดที่ทรวงอก มือ และเท้าเย็น กระเพาะอาหารหย่อนคล้อย และรู้สึกอึดอัด ไม่สบาย ท้องผูก โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล และโรค ลำไส้เป็นแผล โดยเฉพาะเวลาตื่นนอนในตอนเช้าก็จะรู้สึกไม่สบายเป็นประจำ

 โสมช่วยบรรเทาอาการของโรคความดันโลหิตต่ำ

อาการต่าง ๆของโรคความดันโลหิตต่ำ ปัจจุบันแพทย์แผนสมัยใหม่ก็ยังหาวิธีรักษาที่มีประสิทธิผลไม่ได้ แต่โสมกลับแสดงสรรพคุณรักษาให้เห็นอย่างชัดเจน นอกจากจะช่วยปรับประสาทผ่อนคลาย และระบบประสาทอัตโนมัติให้กลับสู่สมดุล ยังช่วยรักษาความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายอีกด้วย

เราได้ทำการสำรวจจากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำมาจำนวนหนึ่ง และแสดงค่าเป็นร้อยละดังต่อไปนี้

อาการ

มีผลโนการรักษาอาการ (ร้อยละ)

อาการเหนื่อยง่าย

๘๔

เบื่ออาหาร

๘๐

นอนไม่หลับ

๖๙

มือและเท้าเย็น

๔๔

อ่อนแอ

๗๐

สีเลือดซีดขาว

๔๘

ปวดเอว

๖๗

ปวดไหล่

๗๒

ปวดศีรษะ

๔๗

ปวดกระเพาะอาหาร

๔๔

หน้ามืดตาลาย

๔๘

หน้ามืด เวลายืนขึ้น

๔๘

 

มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตต่ำไม่มียาที่รักษาให้หายขาด แพทย์แนะนำให้ รับประทานโสมแดง หลังจากรับประทานได้ระยะหนึ่ง อาการป่วยต่างๆ เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยไหล่ ฯลฯ ได้หายไป หลังจากรักษามา ๒ เดือน ความดันโลหิตได้เพิ่มขึ้นมาเป็นระดับปกติ

 หน้ามืดในขณะลุกขึ้นยืนยืนอย่างกะทันทัน

คนที่มีอาการหน้ามืดในขณะที่ลุกยืนขึ้นจากการนั่งหรือก้มตัวอย่างฉับพลัน ถือว่าเป็นอาการของโรคความดันโลหิตต่ำ สาเหตุเพราะเวลาที่ลุกยืนอย่างฉับพลัน เลือดที่ส่งออกจากหัวใจส่งไปถึงได้แค่ส่วนของเท้า แต่ไม่สามารถส่งไปถึงยังสมอง จึงทำให้เซลล์สมองอยู่ในอาการขาดเลือด เกิดอาการหน้ามืดกะทันหัน สมัยก่อนเชื่อว่าผู้หญิงจะมีอาการนี้มากกว่าผู้ชาย แต่ปัจจุบันพบว่า ผู้ชายโดยเฉพาะวัยหนุ่มมีอาการหน้ามืดนี้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เวลาที่หน้ามืดเกิดขึ้น ให้นำผู้ป่วยวางในท่าที่ขายกสูงขึ้น ศีรษะวางต่ำ ให้เลือดไหลลงสู่ศีรษะ

 สาเหตุต่างๆที่ก่อให้เกิดโรคความตันโลหิตต่ำ

สาเหตุที่เป็นบ่อเกิดของโรคนี้มีหลายประการ มีทั้งจากการเสียเลือด หัวใจพิการ หรือโรคซึมเศร้า เราจะอธิบายรายละเอียดต่อไป

การเสียเลือดที่เกิดจากโรคบางชนิดหรืออุบัติเหตุ ทำให้เลือดลดลง ความดันโลหิตก็จะต่ำลง หรือคนที่มีเชื้อโรคจำนวนมากในลำไส้ใหญ่ เชื้อโรคจะปล่อยสารพิษที่ไปทำให้เกิดอาการช็อกหมดสติ ความดันโลหิตต่ำลง คนที่เป็นโรคหอบ เลือดไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้มีความตันโลหิตค่อนข้างต่ำ

สาเหตุอีกประเภท เกิดจากความบกพร่องของหัวใจ ทั้งที่เป็นหัวใจพิการและหัวใจอ่อนแอ ผู้ป่วยกลุ่มนี้หัวใจจะสูบฉีดเลือดได้น้อย และทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำตลอดเวลา โสมจะไปช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

คนที่เป็นโรคซึมเศร้าและโรคนอนไม่หลับที่พึ่งพายานอนหลับเป็นประจำ ก็จะมีอาการความดันโลหิตต่ำเช่นกัน หลังรับประทานโสม อาการนอนไม่หลับจะดีขึ้น และไม่ต้องพึ่งยานอนหลับอีก

โสมสามารถรักษาอาการของโรคความดันโลหิตต่ำได้ทุกประเภท และยังไปปรับพื้นฐานสุขภาพของร่างกายให้เป็นปกติ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องใช้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ขาดช่วงจึงจะเห็นผลการรักษาของโสม

โสม กับโรคโลหิตจาง :: โสมรักษาโรค

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in โสมป้องกันโรค ?

ในร่างกายของเราจะมีเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวไหลเวียนภายในเส้นเลือดตลอดเวลา เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดแคลนเม็ดเลือดขึ้นมา ร่างกายก็จะเร่งสร้างขึ้นมาชดเชยให้กับกระแสเลือด แต่ก็อาจมีหลายสาเหตุที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคโลหิตจาง

เม็ดเลือดแดงถูกสร้างขึ้นจากส่วนของไขกระดูก มีช่วงอายุราว ๓ ถึง ๔ เดือน ร่างกายจะมีการทำลายเม็ดเลือดแดงเกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้น จึงมีการสร้างมันขึ้น มาทุกวันเช่นกัน

ภายในร่างกายของเรามีจำนวนเม็ดเลือดแดงราว ๑ ใน ๑๓ ส่วนของน้ำหนักตัวทั้งหมด และผู้ชายจะมีจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าของผู้หญิง

เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปตามเซลล์ในทุกส่วนของร่างกาย โดยอาศัยการสูบฉีดของหัวใจ เมื่อทำหน้าที่ส่งออกซิเจนเสร็จสิ้น ก็จะกลับมาสู่หัวใจ ส่งไปฟอกต่อที่ปอด เมื่อรับออกซิเจนมาอีกก็กลับไปฟอกต่อที่หัวใจ และถูกหัวใจสูบฉีดไปอีก ทำอย่างนี้เป็นวงจร กระบวนการในแต่ละครั้งใช้เวลาราว ๑ ถึง ๑.๕ นาที

เมื่อร่างกายขาดเม็ดเลือดแดงก็จะเกิดโรคที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้น คนที่เป็นโรคประเภทที่ต้องเสียเลือด เช่น บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ผ่าตัดโรคกระเพาะอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ หรือโรคริดสีดวงทวาร ต้องมีการชดเชยเลือดที่ต้องเสียไปอย่างเพียงพอ ต้องรับประทานอาหารที่ช่วยสร้างเลือดให้มาก เพราะเมื่อร่างกายขาดเลือดก็จะสั่งการให้มีการสร้างเลือดขึ้นมาที่มากกว่าปกติ แต่การสร้างเลือดของเรามีขอบเขตจำกัด เมื่อขาดแคลนเลือดมาก ๆ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการถ่ายเลือดช่วย

 โรคโลหิตจาง

ถ้าหากไม่ใช่เพราะสาเหตุจากการเสียเลือดข้างต้น แต่เป็นสาเหตุจากร่างกายที่สร้างเลือดน้อยเองนั้น เราเรียกว่า โรคโลหิตจาง อาการของโรคนี้คือ จะเหนื่อยง่าย ใจหวิว และหลังจากการออกกำลังกายที่หนักๆ มักมีอาการหายใจขัด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถที่จะอดทนกับอาการเหล่านี้ได้ และใช้ชีวิตอย่างปกติ

ผู้มีร่างกายแข็งแรง เมื่อเสียเม็ดเลือดแดง ก็จะมีความสามารถในการสร้างเม็ดเลือดชดเชยสูง ร่างกาย ที่อ่อนเพลียจึงกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็ว คนที่เป็นโรคโลหิตจางจะตรงข้ามกับคนปกติ การรับประทานโสม จะช่วยได้ในกรณีนี้ เพราะโสมมีสรรพคุณในการช่วยเร่ง การผลิตเม็ดเลือดของไขกระดูกหรือช่วยในการแตกตัวของเซลล์แม่ของเม็ดเลือดแดง

แต่หากว่า เม็ดสีแดงในเม็ดเลือดแดงมีจำนวนน้อย แม้จำนวนการสร้างของเม็ดเลือดแดงเพียงพอ ก็จะมีอาการที่เกิดขึ้นเหมือนกับอาการของการขาดเม็ดเลือดแดงได้เช่นกัน ผู้ที่มีสารเม็ดสีแดงในเม็ดเลือดน้อยจะเป็นโรคโลหิตจาง ประเภทโรคโลหิตจางขาดเม็ดสีแดง เมื่อตรวจพลิกดูอีกด้านของเปลือกตา จะพบว่าเป็นสีขาวล้วน นอกจากนี้ เล็บมือและเล็บเท้าจะมีสีซีด หน้าซีด ขาว ผิวหนังออกสีคล้ำดำ ล้วนเป็นอาการที่เราสันนิษฐาน ได้ว่าเราเป็นโรคโลหิตจางขาดเม็ดสีหรือไม่

 อาการทั่วไปของโรคโลหิตจาง

คือร่างกายจะกลัวอากาศหนาวโดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น นิ้วมือก็จะมีสีซีดหรือสีม่วงคล้ำ ปากสีคล้ำดำ สาเหตุเพราะเส้นเลือดหดตัว ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถเข้าไปยังเซลล์เม็ดเลือดได้ ในที่อากาศปกติ หากพบว่ามีริมฝีปากซีดเป็นประจำ มีอาการเจ็บลิ้นเวลารับประทานอาหาร และช่องปากมักมีอาการอักเสบบ่อย ๆ หรือคนสูงอายุที่พบว่าในช่องปากมีสีแดงจัด มีน้ำลายมาก อ่อนเพลียง่าย หรือคนที่นอนดึกบ่อยๆพบว่า ใจหวิว หายใจติดขัด ตาลาย เวียนหัว ปวดศีรษะ หรือหูอื้อ โดยเฉพาะพบว่าใต้เปลือกตาและหน้าซีดขาว ก็ควรพึงระวังให้มากว่าอาจจะเป็นโรคโลหิตจาง

 โรคโลหิตจาง สาเหตุจากมะเร็งหรือไขข้ออักเสบ

การใช้โสมรักษาโรคโลหิตจาง ต้องใช้ระยะเวลานานพอควร อย่างน้อยต้องรับประทานติดกันราว ๒ ถึง ๓ เดือน จึงจะเห็นผลได้

โสมมีสรรพคุณช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูกให้มีระดับที่ปกติ

โรคแทรกซ้อนที่เกิดพร้อมกับโลหิตจางที่พบบ่อยๆ คือ โรคปวดไขข้อ และโรคปวดเส้นประสาท โดยเฉพาะพวกสาวๆที่มักทำงานในที่ทำงานที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือสาว ๆที่กลัวความอ้วน โดยรับประทานแต่สลัดและผลไม้ทั้งหมด มักจะเป็นโรคโลหิตจาง และโรคปวดไขข้อ เรื้อรัง เพราะร่างกายค่อนข้างมีธาตุเย็น โรคปวดไขข้อเป็นโรคที่ทำให้เจ็บปวดทรมานมาก จนต้องรับประทานยาแก้ปวดเพื่อระงับความปวด แต่จริงๆแล้ว เราควรรักษาโรคนี้โดยหันไปสนใจในการเพิ่มปริมาณของสารเม็ดสีในเลือด โดยเฉพาะรับประทานโสม จะเห็นได้ว่า โสมมีสรรพคุณที่ช่วยระงับอาการเจ็บปวดของโรคปวดไขข้อได้อย่างมีผล เพราะโสมนอกจากช่วยเพิ่มสารเม็ดสีในเม็ดเลือดแดงแล้ว ยังช่วยผลิตฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ระงับปวดได้ด้วย ดังนั้น คำแนะนำสำหรับสาวๆที่เป็นโรคปวดไขข้อและโรคโลหิตจางก็คือ “จงรับประทานโสม เป็นประจำ”

นอกจากนี้โรคโลหิตจางที่เกิดจากตับอักเสบ ไตอักเสบ หรือโรคพยาธิ รวมทั้งหญิงสาวที่มีประจำเดือนมาก (ผิดปกติ) หรือระยะพักฟื้นหลังคลอดบุตร รวมทั้งผู้ป่วยมะเร็งที่เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวลดลงจากกระบวนการรักษาด้วยการฉายรังสี การรับประทานโสมจะช่วยเร่งความสามารถในการสร้างเลือดได้

ปกติรับประทานโสมวันละ ๓ กรัม ก็เพียงพอแล้ว สำหรับผู้ป่วยโรคโลหิตจาง แต่ถ้าเป็นโรคปวดไขข้อหรือโรคหอบด้วย ควรรับประทานโสมเพิ่มเป็นสองเท่าหรือ ๖ กรัม จึงจะเห็นผล

อย่างไรก็ตาม โสมนั้นก็ยังไม่ใช่ส่วนประกอบของการสร้างเลือด เป็นเพียงสารกระตุ้นชนิดหนึ่งที่ช่วยเร่งในการสร้างเลือดเท่านั้น หากเราไม่รับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น จากเนื้อสัตว์และผักใบเขียวให้เพียงพอ แม้ว่าเราจะรับประทานโสมไปวันละปริมาณมาก ๆก็ตาม ก็จะไม่ช่วยในการช่วยสร้างเลือดแต่อย่างใด

โสม กับโรคเบาหวาน :: โสมรักษาโรค

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in โสมป้องกันโรค ?

โสม เป็นยาบรรเทาอาการอ่อนเพลียของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มาของชื่อ โรคเบาหวาน เกิดจากการทดสอบกับน้ำปัสสาวะของผู้ป่วยโรคนี้แล้ว พบว่า มีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่มาก สมัยก่อนที่การแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบโรค ก็เมื่อเกิดอาการเป็นอัมพาตแล้ว

ในตำราแพทย์โบราณของจีน เราได้พบร่องรอยการบันทึกอาการของโรคเบาหวานอยู่ แต่ในตำราตั้ง ชื่อโรคไว้ว่าเป็นโรคคอแห้งซึ่งเป็นโรคที่มีอาการคอแห้ง ปัสสาวะบ่อย ชอบรับประทานของหวาน และเป็นโรคที่พบมากในคนอ้วน ตำรายังบันทึกว่าโสมจะช่วยรักษาโรคคอแห้งนี้ได้ จากบันทึกตำราแพทย์โบราณนี้ ทำให้เรารู้ว่า นอกจากอินซูลินที่แพทย์แผนปัจจุบันนำมาใช้แล้ว โสมยังเป็นยารักษาโรคเช่นกัน และยังมี ประวัติการใช้ที่นานมากกว่าพันปีเสียด้วย ก่อนที่เราจะมาพูดถึงสรรพคุณของโสม เรามาทำความเข้าใจกับ ประเด็นต่อไปนี้เสียก่อน

 สาเหตุการเกิดของโรคเบาหวาน

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในปาก ประเภท คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรือขนมเค้ก ฯลฯ หลังจากถูกดูดซึมสารอาหารหมดจากกระเพาะและลำไส้เล็ก สารอาหารเหล่านี้จะกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุล เดี่ยว และเคลื่อนตัวไปที่ตับ ซึ่งที่ตับจะเปลี่ยนอะตอมเล็กๆนี้เป็นน้ำตาลโมเลกุลใหญ่และเก็บสะสมไว้

เมื่อร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน น้ำตาลในตับก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และตับจะส่งกลูโคสไปในเส้นเลือด ผ่านเส้นเลือดไหลไปสู่กล้ามเนื้อและอวัยวะอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นพลังงานในชีวิตประจำวัน หากเราอธิบายละเอียดขึ้นอีก น้ำตาลกลูโคสที่ปล่อยไปในเลือด จะถูกส่งไปในเซลล์นับล้านเซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน เมื่อกลูโคสซึมเช้าไปในเซลล์ ก็จะกลาย สภาพเป็นแคปซูลเม็ดเล็กขนาดจิ๋วเข้าไปสู่อวัยวะ กลูโคสจะทำปฏิกิริยาตลอดเวลากับออกซิเจนในเม็ดเลือดแดง เพื่อสร้างพลังงานสำหรับนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆของเรา

ซึ่งสิ่งที่ช่วยให้กลูโคสสามารถเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายดาย นั้นก็คือ สารอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนนั้นเอง

ด้านนอกของเซลล์จะมีเยื่อเซลล์ห่อหุ้มอยู่ เมื่อกลูโคสเข้าใกล้เซลล์ สารอินซูลินที่เกาะอยู่บนส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์เปิดออกรับกลูโคสเข้าไปแล้วจึงปิดลงกลับไปสู่สภาพเดิม ดังนั้น สารอินซูลินที่เกาะบนเยื่อหุ้มเซลล์นี้ก็จะทำหน้าที่คล้ายๆ เครื่องเปิดเยื่อหุ้มเซลล์ เปิดรับให้กลูโคสเข้าไป นอกจากนี้ สารอินซูลินยังมีหน้าที่ต่อไปนี้

-              ช่วยการผลิตและเก็บกักน้ำตาลของดับ

-              ควบคุมปริมาณน้ำตาลไม่ให้มีมากเกินไปในเลือด

-              ขนส่งกรดโปรตีนที่สะสมในตับไปยังเซลล์ร่างกาย

-              ป้องกันการสะสมไขมันในตับ

-              ป้องกันการสะสมของเซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง

 อาการของการขาดสารอินซูลิน

เริ่มแรก จะเกิดอาการในด้านการเผาผลาญน้ำตาลของร่างกายปกติ ปริมาณน้ำตาลกลูโคสในเลือดจะ รักษาในระดับคงที่ แต่เมื่อเราหิวแล้วยังไม่รับประทานอาหารเข้าไปชดเชยเป็นเวลานาน ๆ ปริมาณไขมันก็จะลดลงทำให้ขาดสารอาหาร

สมองเป็นอวัยวะที่ใช้น้ำตาลในการทำงานมาก เมื่อเราหิว ปริมาณน้ำตาลในเลือดของสมองก็จะลดลง เซลล์สมองก็จะแสดงอาการขาดพลังงานทันที ทำให้เราเกิดอาการง่วงนอน เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปเท่ากับเราได้ชดเชยปริมาณน้ำตาลให้สมอง เซลล์อินซูลินก็จะเริ่มทำงานอีกครั้งในการดูดซึมน้ำตาล ทำให้เซลล์ สมองทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง แต่ถ้าเลือดของเราขาดอินซูลินอยู่ น้ำตาลกลูโคสก็จะไม่สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์และตกค้างอยู่ แต่ในเลือดไม่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานใช้ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น น้ำตาลกลูโคสส่วนหนึ่งจะถูกปลดปล่อยไปในน้ำปัสสาวะของเราโดยผ่านทางไต ทำให้เพิ่มภาวะแก่ไตในการกลั่นกรองปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินปกติในเลือด เมื่อไตไม่สามารถกรองและดูดซับน้ำตาลในเลือดได้หมด น้ำตาลก็จะถูกขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขาดพลังงานไปด้วย

แม้ว่าร่างกายของเราจะใช้วิธีขับน้ำตาลออกจากร่างกายพร้อมกับน้ำปัสสาวะ เพื่อรักษาระดับน้ำตาล ในเลือดให้เป็นปกติก็ตาม แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยรักษาชีวิตของเราไว้ แต่ก็ทำให้ร่างกายต้องนำเอาน้ำตาลในกล้าม เนื้อและไขมันใต้ผิวหนังมาชดเชยพลังงานที่ขาดหายไปแทน ทำให้ร่างกายเริ่มผ่ายผอม น้ำหนักลดลง เมื่อมี การนำเอาไขมันใต้ผิวหนังมาใช้ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ตามอิสระไร้ทิศทางของไขมันตามเส้นเลือดด้วย และ ไขมันก็ได้เกาะสะสมพอกพูนตามผนังเส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดเปราะ ขัดขวางการไหลของเลือด ทำให้ เกิดโรคเส้นเลือดแข็งตัวและโรคความดันเลือดสูง และถ้าไขมันไปอุดตามเส้นเลือดฝอยก็จะส่งผลต่อดวงตา ทำให้เกิดความสามารถในการมองเห็นลดลง รวมทั้งเป็นสาเหตุของโรคเหงือก ฟันอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจ พิการ และสมองพิการได้ด้วย

อีกด้านหนึ่ง เมื่อร่างกายขาดพลังงานจากน้ำตาล เราจะรู้สึกอ่อนเพลีย สมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ลดลง และทรุดโทรมแก่ก่อนวัย อาการยังมีบาดแผล เป็นหนองง่าย นิ้วมือและนิ้วเท้าเหน็บชาบ่อย และมี อาการปวดเส้นประสาท

อาการพิเศษอีกอย่างของโรคเบาหวานก็คือ ผู้ป่วยจะชอบรับประทานอาหารรสหวานเป็นพิเศษ สาเหตุ เพราะขาดแคลนพลังงาน สมองส่วนกลางจึงสั่งการให้ร่างกายรู้สึกหิว อยากรับประทานอาหารปริมาณมาก ๆ และเมื่อน้ำตาลได้รับการปลดปล่อยเข้าสู่น้ำปัสสาวะ ก็จะขับถ่ายปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายขาดน้ำและรู้สึกคอแห้ง

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นลักษณะอาการที่ใช้ในการสังเกตหากเรามีอาการข้างต้น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเป็นโรคเบาหวาน

 โสมลดน้ำตาลในเลือด

ปัจจุบัน แพทย์แผนสมัยใหม่จะรักษาโรคเบาหวาน โดยฉีดอินซูลินให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่วิธีนี้จำเป็นเฉพาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถผลิตอินซูลินเอง เช่น โรคเบาหวานในหนุ่มสาว หรือผู้ป่วยเบาหวานที่เซลล์ผลิตอินซูลินในตับอ่อนถูกทำลาย

สำหรับโรคเบาหวานชนิดอื่น เช่น สาเหตุจากความเครียด ระบบภูมิต้านทานเสื่อม ฯลฯ วิธีการฉีดอินซูลินจะไม่ได้ผล และยังต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณในการใช้ เพราะหากใช้ปริมาณที่ผิดหรือไม่เหมาะสม อาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป จนทำให้เหงื่อกาฬ มือเท้าสั่น ไร้เรี่ยวแรง และทำให้มีอาการช็อกหมดสติ มีอันตราย ถึงขั้นสูญเสียความรู้สึกได้

นอกจากนี้ ยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดอื่น ๆนั้นก็ยังไม่มีชนิดที่รับรองความปลอดภัยที่แน่นอนและสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาติดต่อเป็นเวลานานได้ง

โสมนั้นมีสรรพคุณกระตุ้น จึงช่วยให้ตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินในปริมาณที่เป็นปกติได้ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดกลับสู่ระดับที่เป็นปกติ กระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานก็กลับเป็นปกติ ทำให้ตับและไตไม่ต้องแบกภาระหนักในการกรองน้ำตาลที่อยู่ในเลือดอีกต่อไป

โสม ยังมีสรรพคุณอีกประการหนึ่งที่คล้ายอินซูลิน คือช่วยป้องกันการสลายตัวของเซลล์ไขมันไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันที่มากเกินไปในเลือด เมื่อทานโสมระยะหนึ่งน้ำหนักตัวก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น น้ำตาลในปัสสาวะก็จะพบน้อยลง

จากการทดลองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว พบว่า โสมแดงที่ผ่านกระบวนการแปรรูปพิเศษนั้น จะมีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวานที่สูงสุด เพราะโสมแดงนั้นจะมีโปรตีนพิเศษที่เพิ่มขึ้นในขั้นตอนการแปรรูป และยังมีสารซาโปนิน ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับอินซูลินด้วย โสมจะช่วยรักษาโรคเบาหวานที่เกิดในคนสูงอายุหรือเพราะสมรรถภาพตับอ่อนเสื่อม ส่วนโรคเบาหวานที่เกิดมาจากสาเหตุอื่น ๆนั้น โสมยังไม่สามารถรักษาได้โดยตรง

ยาแก้หวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อหวัดได้ :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 18, 2014 by สมุนไพรยาจีน in สรรพคุณรักษาโรคของโสม

ในการรักษาโรคหวัดนั้น ไม่ว่าจะรับประทานยาแก้หวัดหรือเพียงแค่นอนพักผ่อนให้หายตามธรรมชาติก็ตาม แค่เรามีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง อาการเหล่านี้ก็จะหายดีในไม่ช้า แต่คนในสมัยนี้ มีนิสัยการบริโภคที่ไม่ถูกหลัก ผนวกกับได้รับความเครียดจากการทำงาน สภาพร่างกายมักจะแก่ก่อนวัยอันสมควร เมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน สภาพร่างกาย พลกำลัง และภูมิคุ้มกันโรค ของร่างกายก็จะเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว จนจำเป็นต้องพึ่งพายาในการรักษาโรค ซึ่งยาแผนปัจจุบันส่วนใหญ่ ก็มีสรรพคุณแค่ระงับและลดอาการลงเท่านั้น มิใช่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายสามารถต้านทานการบุกรุกของเชื้อโรคได้

แพทย์แผนตะวันออก จะใช้ตำรับยาต้ม “กั้วะกิง” หรือ “มั่วอึ้ง” ซึ่งมีสรรพคุณดับร้อน ในการรักษาอาการไข้ของโรคไข้หวัด และยาต้ม ๒ ตำรับนี้ยังช่วยให้ร่างกายมีกำลังในการต่อสู้กับเชื้อหวัดได้ด้วย แต่ไม่ ว่าจะใช้ตำราไหนก็ตาม ระยะเวลาที่จะได้ผลดีที่สุดก็คือ ขณะที่เป็นไข้สูงอยู่นั่นเอง หากอาการไข้หายแล้ว ยังทานยาต่อเนื่องก็จะกลับเป็นพิษต่อร่างกายได้

โสม ช่วยสร้างเกราะให้ตับ :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 5, 2014 by สมุนไพรยาจีน in สรรพคุณรักษาโรคของโสม

การดื่มอัลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายมาก ๆ เอนไซม์ที่สลายอัลกอฮอล์จะทำงานไม่ไหว และเปลี่ยนอัลกอฮอล์ไปเป็นไขมันทั้งหมด ไขมันมาก ๆเหส่านี้จะทำให้เลือดมีสีขุ่นขาวปะปน

อัลกอฮอล์ส่วนที่เปลี่ยนไม่หมดก็จะตกค้างอยู่และสารพิษก็จะไปกระตุ้นประสาทในสมองให้รู้สึกปวดศีรษะ และเมื่อยล้า ที่เรียกว่า เมาค้าง

เพื่อไม่ให้เกิดสาเหตุของโรคตับแข็งและเมาค้าง เราต้องระวังไม่ดื่มอัลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป แต่บางครั้งในบางโอกาส เราก็อาจรับอัลกอฮอล์เข้าไปเกินขนาดได้ ตอนนี้ยาทิพย์ที่ช่วยได้ก็คือ โสม

สำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง การรับประทานผงโสมแดงเข้าไปครั้งละ ๕ กรัม อาจทำให้เกิดอาการไม่สบายได้บ้าง แต่หลังจากดื่มอัลกอฮอล์เข้าไป เส้นเลือดขยายตัวแล้ว ความดันโลหิตก็จะลดลงมา แต่ถ้ายังรู้สึกไม่สบายอีก คราวต่อไปก็ให้ลดปริมาณเหลือเป็น ๒ กรัม หากทำได้ หลังจากดื่มเหล้าแล้ว ก่อนนอนให้รับประทานผงโสมแดงอีกครั้ง ก็จะยิ่งเห็นผล เข้าอีกวันก็จะไม่มีอาการเมาค้างเกิดขึ้น

ที่เรามาแนะนำให้รับประทานโสมก่อนและหลังรับประทานสุรานี้ จุดประสงค์หลักไมใช่เพื่อให้แก้อาการเมาค้าง แต่เพื่อให้สร้างเกราะให้กับตับต่อพิษของสุรา

โสม ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศชาย :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 3, 2014 by สมุนไพรยาจีน in โสมช่วยซ่อมแซมร่างกาย

ชายทุกคนมักจะให้ความสนใจกับสมรรถภาพทางเพศของตน ต้องการให้มีกำลังแข็งแกร่งอย่างหนุ่ม ๆ เสมอ ดังนั้น จึงเกิดยาบำรุงต่างๆขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการทางอารมณ์ของพวกผู้ชายที่สนุกในเรื่องของเพศรส ยาบำรุงพวกนี้มักจะออกฤทธิ์ไปกระตุ้นให้รู้สึกคึกคัก มีความต้องการทางเพศที่สูงเกินมาตรฐานที่ควรเป็น แต่มักมีฤทธิ์แค่ชั่วคราว ไม่สามารถมีผลในระยะยาวได้

ยาบำรุงอีกประเภทจะมีผลในด้านการบำรุงอสุจิ ซึ่งจะไปบำรุงให้ร่างกายมีการดูดซึมสารอาหารที่คล่องตัว และมีกำลังมากพอในการผลิตอสุจิ เป็นยาบำรุงที่มีราคาแพงมาก

โสมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณดังกล่าวเช่นกัน แต่คนที่รับประทานโสม เพื่อหวังให้มีอาการคึกคักนั้นคงจะต้องผิดหวัง เพราะโสมไม่ได้เป็นยากระตุ้นทางเพศ แต่เป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ หลังรับประทานโสมวันที่ ๒ ก็จะสามารถเห็นผลได้ในการบำรุง การผลิตอสุจิจะดีขึ้นและเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นชัด เพราะโสมไปบำรุงให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่แข็งแรง และพร้อมที่สุดในการผลิตอสุจิ

 โสมเพิ่มพลังวังชาทางเพศ

เป็นที่รู้กันว่า ผู้ป่วยโรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน หรือโรคตับ สมรรถภาพทางเพศจะเสื่อมถอยตามไปด้วย เพราะโรคทั้งสามเกี่ยวข้องกับการลำเลียงเลือดไม่คล่องตัว มีปัญหาในการดูดซึมสารอาหารในเซลล์ และมีปัญหาในการเก็บกักของพลังงาน ดังนั้น เมื่อโสมช่วยรักษาให้โรคดังกล่าวดีขึ้น อาการสมรรถภาพทาง เพศเสื่อมก็จะกลับมามีอาการดีขึ้นเช่นกัน

โรคโลหิตจาง เรารู้มาแล้วว่ามีหลายประเภท แต่ชนิดที่มีมากสุดนั้นเกิดจากการสูญเสียของเม็ดเลือด แดง สาเหตุสูญเสียมี ๓ อย่าง สาเหตุที่ ๑ ความสามารถในการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง สาเหตุที่ ๒ การทำลายเม็ดเลือดแดงที่มากขึ้น และสาเหตุที่ ๓ การเสียเลือดออกนอกร่างกาย ที่พบมากที่สุดคือสาเหตุที่ ๑ เม็ดเลือดแดงมาจากเซลล์ในไขกระดูกที่ผ่านการแบ่งตัวมาหลายครั้ง เมื่อความสามารถในการสร้างลดลง กระบวนการแบ่งตัวดังกล่าวก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปอย่างปกติ จากการวิจัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่น พบว่า โสมมีสรรพคุณช่วยเร่งการสร้างของเม็ดเลือดแดง โดยไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ไขกระดูกสันหลัง จึงตั้งข้อสรุปว่า โสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของไขสันหลังและเร่งการสร้างของเม็ดเลือดแดง

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายขาดสารอินซูลิน และไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกายได้ โรคนี้มีอาการอ่อนเพลียง่าย พลังวังชาลด และสมรรถภาพทางเพศลดลงด้วย โดยทั่วไปจะรักษาโดยฉีดอินซูลินเข้าไป ซึ่งเป็นวิธีที่มีผลข้างเคียงและอันตรายสูง แต่นักวิจัยก็พบว่า หลังจากผู้ป่วยโรคนี้ได้รับประทานโสม อาการข้างต้นจะดีขึ้นเป็นลำดับ แม้ว่าเวลาท้องว่างก็ยังรักษาระดับน้ำตาลในเลือดในระดับมาตรฐานได้

จากผลวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆได้สรุปว่า โสมเปรียบเสมือนตับของโรงงานกระบวนทางเคมีของร่างกาย ช่วยในการสังเคราะห์ของโปรตีน และยังมีสรรพคุณสกัดกั้นสารพิษให้กับตับ ป้องกันไม่ใหตับถูกทำลาย

โสม ต้านโรคมะเร็ง :: สรรพคุณโสม

[ No Comments ]Posted on มิถุนายน 2, 2014 by สมุนไพรยาจีน in สรรพคุณรักษาโรคของโสม

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน คนทั่วไปมักคิดว่าเป็นโรคของคนยุคใหม่ แต่แท้ที่จริงแล้ว โรคมะเร็งมีมาตั้งแต่โบราณกาลที่คอยบุกรุกทำลายชีวิตคนจากเมื่อสองพันปีก่อน ในตำราแพทย์จีนก็ได้บันทึกไว้ว่า โสมเป็นสมุนไพรที่รักษามะเร็ง ช่วยทำลายเนื้องอกที่กระเพาะ ตับ และรังไข่ เนื้องอกในตำราแพทย์นี้อาจหมายถึงทั้งที่เป็นแผลหรือเนื้องอกมะเร็ง

 เซลล์ที่แปรเปลี่ยนเป็นมะเร็ง

อัตราการเกิดมะเร็งเกิดขึ้นกับคนที่ย่างเข้าวัยกลาง คนเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่อายุ ๔๐ ถึง ๖๐ ปี เพื่อเข้าใจว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ก่อนอื่นต้องมาศึกษาสาเหตุของการเกิดมะเร็ง มะเร็งไม่ได้เกิด จากเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย แต่เกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนของเซลล์พันธุกรรมของเราเอง

ในภาวะปกติ เซลล์ภายในร่างกายจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ และมีการสร้างใหม่ตามปกติทุกวันๆ แต่ สาเหตุบางสิ่งจะไปรบกวนให้เซลล์ไม่สามารถสร้างใหม่ได้อย่างปกติ ทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

เมื่อเรามีบาดแผล เซลล์ก็จะมีการสร้างใหม่และไปซ่อมแซมบาดแผลให้เอง เพราะในนิวเคลียสของเซลล์จะมีสารรหัสพันธุกรรมซ่อนอยู่ และสามารถสร้างเลียนแบบเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกับของเก่าขึ้นมาใหม่ทุกประการ เซลล์ผิวหนังที่ตายไปก็มีคุณสมบัติในการลอกเลียนแบบนี้ได้เช่นกัน หากคุณสมบัติข้อนี้หายไป รูปหน้าและลายนิ้วมือของเราก็จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก

เมื่อสาเหตุบางอย่างมารบกวนสารพันธุกรรมดีเอ็นเอในเซลล์ก็จะทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และคุณสมบัติการลอกเลียนแบบข้างต้นได้ ซึ่งสารก่อมะเร็งที่เรารู้จักดี ก็เช่น อาหารที่รมควันย่างไฟ และสารเคมีบางชนิด นอกจากอาหารคนที่เป็นไข้สูง มีแผล และได้รับสารกระตุ้นทางเคมีบ่อย ๆ ก็จะมีโอกาสเสี่ยง ในการเป็นมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไป

 วัยกลางคนและมะเร็ง

ร่างกายที่แข็งแรงจะสามารถต้านสิ่งรบกวนจากภายนอกได้โดยธรรมชาติ สารก่อมะเร็งก็เช่นกัน กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจะทำการแยกแยะว่าเป็นสารที่ไม่ดีต่อร่างกาย และแปรรูปให้เป็นที่หมดฤทธิ์ พิษขับออกจากร่างกาย ในโสมก็จะมีสารซาโปนินที่ทำให้หมดฤทธิ์พิษนี้ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ร่างกายยังใช้วิธีสร้างสารอันติบอดีเพื่อมาต่อสู้กับสารพิษอีกทางหนึ่ง เมื่อระบบภูมิต้านทานดังกล่าวเกิดการแปรปรวน เมื่อสารก่อมะเร็งบุกรุกร่างกาย เราก็ไม่อาจต้านพิษของมันได้ และก่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมา

อาวุธลับอีกอย่างของเราก็คือ เม็ดเลือดขาวและเซลล์กรานูโลไซด์ (granulocyte) ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยสกัดจับและทำลายสารพิษ เช่น คนที่สูบบุหรี่ สารนิโคตินที่เป็นสารก่อมะเร็งจะไปเกาะที่ปอด แต่ในปอดมีเซลล์กรานูโลไซด์อยู่มาก คนที่มีร่างกายแข็งแรงจะยังไม่เป็นมะเร็งปอดได้ง่าย แต่เมื่อย่างสู่วัยกลางคน ทุกส่วนของร่างกายก็จะถดถอยลง ภูมิด้านทานก็ลดลงไปด้วย การกำจัดสารพิษก็ทำได้น้อยลง ตอนนี้ร่างกายก็จะเป็นมะเร็งได้ง่าย ส่วนใหญ่พบว่า อวัยวะที่มีภูมิต้านทานลดลงง่ายกว่าส่วนอื่น คือ กระเพาะอาหาร รังไข่ และลำไส้ ส่วนหัวใจและกล้ามเนื้อ ไม่ค่อยพบว่าจะเป็นมะเร็ง

 โสมต้านมะเร็งได้อย่างไร?

เมื่อทราบว่า มะเร็งเกิดขึ้นจากการแปรเปลี่ยนโครงสร้างของเซลล์ที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลงแล้ว สิ่งสำคัญที่เราจะต่อสู้กับมะเร็งก็คือ ต้องพยายามเพิ่มพลกำลัง ในการต้านทานโรคของเรา และเมื่อเป็นมะเร็งแล้ว ทำอย่างไรที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งเหล่านั้น และกำจัดฤทธิ์พิษของมันได้?

ในการประชุมนานาชาติเรื่องโสม ผู้วิจัยของญี่ปุ่นหลายท่านได้ประกาศผลการศึกษาของพวกเขาในเรื่อง การคนพบสรรพคุณในการต้านมะเร็งของโสมที่สามารถทำให้เซลล์มะเร็งเปลี่ยนกลับไปเป็นเซลล์ปกติตามเติมได้ พวกเขาได้ทำการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งโดยแยกใส่เซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยมะเร็งตับในหลอดทดลอง ๒ หลอด หลอดหนึ่งได้ใส่สารซาโปนินของโสม และอีกหลอดไม่ใส่ พบว่าหลังจากนั้น ๑ ปี หลอดที่ไม่ได้ใส่สารซาโปนิน จำนวนเซลล์มะเร็งได้เพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่หลอดที่ใส่กลับเพิ่มขึ้นแต่เซลล์ที่เป็นปกติ พวกเขาสรุปว่า ซาโปนินจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของเอนไซม์ในการแปรเซลล์มะเร็งให้กลับเป็นเซลล์ปกติ

เคยมีนายแพทย์ท่านหนึ่งให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า เซลล์ที่เปลี่ยนโครงสร้างจะยังไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งในทันที แต่จะเป็นเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนจำศีลอยู่ชั่วคราว ค่อยๆทำให้เซลล์สูญเสียคุณสมบัติ ในที่สุดก็กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่สามารถงอกขยายได้อย่างเต็มตัว

หากทฤษฎีของเขาถูกต้อง ก็แสดงว่าหากเราสามารถรักษาทัน ในช่วงเวลาที่เซลล์ยังอยู่ในภาวะจำศีลยังไม่เป็นเซลล์มะเร็งเต็มตัว ก็อาจมีโอกาสกำจัด ฤทธิ์มีพิษหรือกลับให้เป็นเซลล์ปกติได้ ดังนั้น โสมจะสามารถมีบทบาทไดในช่วงเวลานี้

เชื่อว่านอกจากซาโปนิน โสมยังมีสารประกอบเอธิน (Ethyne) อีกชนิดหนึ่งที่จะไปทำลายเซลล์มะเร็ง แต่จะไม่ส่งผลต่อเซลล์ที่ปกติ ไม่ไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ และทำให้ความผิดปกติที่เกิดในเซลล์พันธุกรรมกลับเป็นปกติได้ แสดงว่าไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่สร้างเซลล์มะเร็ง หรือความผิดปกติของเซลล์พันธุกรรม หากเราใช้โสมทำให้กลับสู่โครงสร้างตามเดิมได้ ก็จะช่วยพื้นฟูเซลล์พันธุกรรมที่มีความสามารถในการสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาใหม่ได้

 โสมช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของผู้ป่วยมะเร็ง

ผู้ป่วยมะเร็งจะถูกเซลล์มะเร็งแย่งสารอาหารไป ร่างกายจึงอ่อนแอ ความดันโลหิตต่ำ และมีอาการของโรคโลหิตจาง นอกจากนี้ วิธีการรักษาโดยฉายรังสี ไม่เพียงทำลายเซลล์มะเร็ง ยังไปทำลายเม็ดเลือดขาว จำนวนมากด้วย จนบางรายมีค่าเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานปกติ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและการสาร อันติบอดีลดลง จนไม่อาจต้านเซลล์มะเร็ง

โสมมีสรรพคุณช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวให้ร่างกาย ดังนั้น หากเราสามารถรักษาด้วยการฉายรังสีและ รับประทานโสมด้วยพร้อมกัน การรักษาจะเห็นผลมากยิ่งขึ้น นอกจากเม็ดเลือดขาว โสมก็ยังช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดได้ด้วย ดังนั้น หากได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้ภูมิต้านทานของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น และหายจากโรคเร็ว

ผู้ป่วยมะเร็งระยะแรกและผู้ป่วยมะเร็งที่ทำการผ่าตัดไปแล้ว หากกลัวว่าจะกลับไปมีอาการเหมือนเดิมอีก ให้รับประทานผงโสมวันละ ๑๐-๓๐ กรัม จะเกิดผลที่ดี ยิ่งได้รับประทานโสมเร็วเท่าใด ผลรักษาก็ยิ่งเห็นได้ชัด และมีโอกาสหายสูง แต่หากโชคร้ายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว โสมก็ไม่อาจทำให้หายเป็นปกติได้ แต่โสมก็จะช่วยระงับความเจ็บปวดรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ในระยะสุดท้ายให้ทุเลาลงได้ และช่วยยืดอายุให้นานขึ้น

 ความเจ็บปวดของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจะต้องทนความเจ็บปวดที่รุนแรงที่เกิดกับร่างกาย จนต้องอาศัยยาระงับความเจ็บปวดที่สุดจะทน เช่น มะเร็งหลอดคอที่คายเสมหะมาจำนวนมาก หรือมะเร็งลำไส้ที่ถ่ายอุจจาระสีดำ ซึ่งเป็นก้อนเนื้อเซลล์มะเร็งที่อาศัยวิธีการคายและขับถ่าย เพื่อออกจากร่างกาย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดมากกับวิธีออกจากร่างกายของก้อนแข็งเหล่านี้

โสมถึงแม้จะไม่ช่วยรักษามะเร็งให้หายขาด แต่จากผลการวิจัย การรับประทานโสมจะช่วยยืดอายุให้ผู้ป่วยในขั้นสุดท้าย และสำหรับผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดจะทำให้สภาพร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

สิ่งสำคัญอยู่ที่คนที่รับประทานโสมจะต้องมีความมั่นใจที่แน่วแน่กับสรรพคุณของโสม เชื่อว่าโสมจะรักษามะเร็งได้

ผู้ป่วยบางคนหลังรับประทานโสมจะมีอาการเบื่ออาหาร สาเหตุเป็นเพราะว่า โสมจะไปช่วยสร้างเซลล์แข็งแรงที่ไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ดังนั้น เมื่อเซลล์มะเร็งแพ้ศึก ก็จะหลุดปะปนไปในเลือด ซึ่งทำให้เกิดสารอันติบอดีที่เกิดอาการเบื่ออาหารได้ แต่เป็นแค่อาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น ผู้ป่วยต้องอดทนรอจนกว่าอาการดังกล่าวหายไป เมื่อความอยากอาหารกลับคืนเป็นปกติ การฟื้นฟูโครงสร้างเซลล์ของร่างกายก็จะสำเร็จเร็วขึ้นเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว วิธีรักษามะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ พยายามรักษาการไหลเวียนของเลือดให้คล่องตัวและเพิ่มภูมิต้านทานโรคของร่างกาย โดยเฉพาะวัยกลางคนที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป และคนในครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งมาก่อนจะมีความเสี่ยงที่เป็นมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไป จึงควรรับประทานโสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันในระยะยาว

« Previous Entries